วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

บทที่1 ตอนที่2 เครือข่ายคอมพิวเตอร์

เครือข่ายคอมพิวเตอร์
         เครือข่ายคอมพิวเตอร์ (computer network)  คือ ระบบที่มีคอมพิวเตอร์อย่างน้อยสองเครื่องเชื่อมต่อกันโดยใช้สื่อกลาง และสามารถสื่อสารข้อมูลกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันได้  นอกจากนี้ยังสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในเครือข่ายร่วมกันได้ เช่นเครื่องพิมพ์ สแกนเนอร์ ฮาร์ดดิสก์ เป็นต้น  การใช้ทรัพยากรเหล่านี้ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก  เมื่อมีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายอื่นๆ ที่อยู่ห่างไกล เช่น ระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ทั่วโลก  ก็ทำให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร ได้กับคนทั่วโลก โดยใช้แอพพลิเคชั่น เช่น เว็บ อีเมลล์ เป็นต้น
        การสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์มีที่มาจากผู้ที่ต้องการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว คอมพิวเตอร์นั้นเป็นอุปกรณ์ที่มีความสามารถในการประมวลข้อมูลในปริมาณมากได้อย่างรวดเร็ว แต่มีข้อเสียคือ ผู้ใช้ไม่สามารถแชร์ข้อมูลกับคนอื่นๆได้ ดังนั้น ก่อนมีการสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้จะแลกเปลี่ยนข้อมูลกันโดยการ พิมพ์(print) ข้อมูลออกมาเป็นเอกสารก่อนแล้วค่อยนำไปให้ผู้ใช้ที่ต้องการใช้หรือแก้ไขข้อมูลอีกคนหนึ่ง ซึ่งทำให้เสียเวลาและเป็นวิธีที่ยุ่งยากมากเมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบันที่มีการใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์แล้ว 
        การทำสำเนา(copy) หรือ บันทึก(save) ข้อมูลลงในแผ่นดิสก์(floppy disk) แล้วส่งให้คนอื่นก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่นิยมใช้กันก่อนที่จะมีการสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และนับว่าเป็นวิธีที่เสียเวลาและยุ่งยากน้อยกว่าการส่งเป็นแผ่นกระดาษ เนื่องจากไม่ต้องเสียเวลาในการแปลงข้อมูล เพราะคอมพิวเตอร์สามารถอ่านข้อมูลในแผ่นดิสก์ได้เลย การใช้คอมพิวเตอร์ลักษณะนี้เรียกว่า sneakernet หรือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีคนเป็นสื่อรับส่งข้อมูล การใช้เครือข่ายแบบ sneakernet นี้ ถือว่ายังช้ามากเมื่อเทียบกับความเร็วของคอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันการใช้คอมพิวเตอร์ลักษณะนี้ก็ยังมีการใช้กันอยู่บ้างในองค์กรที่ไม่มีระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
           การใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กันโดยสายสัญญาณ การถ่ายโอนข้อมูลระหว่างเครื่องจะเร็วมากเนื่องจากการเดินทางของข้อมูลผ่านสายสัญญาณนี้ จะมีความเร็วเกือบเท่าความเร็วแสง เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าผู้ใช้คอมพิวเตอร์จะอยู่ห่างกันแค่ไหน การแลกเปลี่ยนข้อมูลก็จะเร็วกว่าการใช้แผ่นดิสก์มาก เครือข่ายแบบนี้ทำให้ผู้ใช้สามารถแชร์ข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ


องค์ประกอบพื้นฐานของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ 
- คอมพิวเตอร์อย่างน้อย 2 เครื่อง
- เน็ตเวิร์คการ์ด(NIC : Network Interface Card)
- สายสัญญาณและอุปกรณ์รับส่งข้อมูล เช่น เราท์เตอร์ เกตเวย์ เป็นต้น
- โปรโตคอล(Protocol) หรือ ภาษาที่คอมพิวเตอร์ใช้สื่อสารผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์
- ระบบปฏิบัติการเครือข่าย(NOS : Network Operating System)

ประโยชน์ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์
- สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
- สามารถแชร์ซอฟแวร์และฮาร์ดแวร์ได้ เช่น เครื่องพิมพ์ สแกนเนอร์ ฮาร์ดดิสก์ เป็นต้น
- สามารถรวมการจัดการไว้ในเครื่องที่เป็น server
- สามารถใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์(e-mail) เพื่อติดต่อผู้ที่อยู่ไกลกันได้อย่างรวดเร็ว
- การสนทนาผ่านเครือข่าย(chat)
- การประชุมทางไกล(video conference)
- ประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อซอฟแวร์และฮาร์ดแวร์จำนวนมาก เนื่องจากใช้ร่วมกันได้

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

บทที่ 1 เรื่องที่5 เทคโนโลยีโทรคมนาคม

เรื่อง เทคโนโลยีโทรคมนาคม

การสื่อสารข้อมูลยังเกี่ยวข้องกับการส่งผ่านข้อมูลทั้งระยะใกล้และระยะไกล โดยเฉพาะการส่งผ่านข้อมูลระยะไกลนั้นจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีโทรคมนมคมเข้าช่วย เช่น การส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายโทรศัพท์ ที่เป้นการนำเครือข่ายโทรศัพท์สาธารณะที่มีอยู่แล้วมาใช้สื่อสารระยะไกล เพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด แต่เทคโนโลยีคมนมคมก็ใช่ว่าจะมีเพียงแต่เครือข่ายโทรศัพท์เพียงอย่างเดียว และต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของเทคโนโลยีคมนาคม โทรเลข การทำงานของโทรเลข จะใช้วิธีการแปลตัวอักขระให้เป็นรหัส จากนั้นก็จะทำการแปลรหัสดังกล่าวให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าส่งผ่านสื่อกลาง เช่น สายทองแดงเพื่อไปยังปลายทาง เมื่อปลายทางได้รับก็จะทำการถอดรหัสให้เป็นข้อความ โทรพิมพ์ เป็นรูปแบบของการบริการโทรเลขชนิดหนึ่ง แต่ผู้ใช้สามารถโต้ตอบกันได้ด้วยเครื่องพิมพ์ดีดที่เป็นได้ทั้งเครื่องรับส่งข้อมูลในตัวเดียวกัน โทรพิมพ์สามารถสื่อสารกันได้ด้วยการอาศัยช่องสัญญาณและชุมสายที่มีการเชื่อมต่อกันกับเครื่องโทรพิมพ์ต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกัน โดยข้อความที่ส่งถึงกันจะทำได้ด้วยการพิมพ์ข้อความลงบนกระดาษพิมพ์ของทั้งสองฝ่าย ถึงแม้ว่าฝ่ายผู้รับจะไม่มีพนักงานคอยรับข้อความ เครื่องก็จะสามารถพิมพ์เองและหยุดได้เองโดยอัติโนมัติ โทรสาร เครื่องโทรสารเป็นการนำเทคนิคของแสงที่กราดลงบนเอกสารต้นฉบับ ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งข้อความและภาพ จากนั้นก็จะแปลงข้อมูลมาเป็นสัญญาณไฟฟ้าเพื่อส่งต่อไปตามสายโทรศัพท์ เมื่อฝั่งรับได้รับข้อมูลจากฝั่งส่ง ก็จะนำข้อมูลที่เป็นสัญญาณไฟฟ้านั้นมาเปลี่ยนเป็นข้อมูลที่เหมือนกับต้นฉบับ โทรศัพท์ เป็นอุปกรณ์ที่บ้านเรือนทั่วไปมีใช้งานเกือบทุกครัวเรือน ปัจจุบันชุมสายโทรศัพท์ได้พัฒนาและเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบของสัญญาณดิจิตอลมากขึ้นเป็นลำดับ เพื่อรองรับการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงการใช้ชุมสายโทรศัพท์ในการสื่อสารนั้นมีราคาถูกและเป็นที่นิยม ตัวอย่างเช่น การใช้งานอินเทอร์เน็ตตามบ้านเรือน ด้วยการใช้คอมพิวเตอร์เชื่อมต่อกับโมเด็ม นอกจากนี้ก็ยังมีระบบ ADSL (Asymmetric Digital Subscriber Line) ซึ่งเป็นอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ที่ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่ผู้ใช้ตามบ้านสามารถใช้บริการได้ แต่ขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่ที่พักอาศัยนั้นจะต้องมีการวางระบบเครือข่ายเพื่อรองรับระบบ ADSL ด้วย โทรทัศน์ เป็นระบบการสื่อสารที่ใช้ในการเผยแพร่ภาพกระจายในย่านความถี่สูง เช่น ที่ผ่านความถี่สูง VHF (Very High Frequency) หรือผ่านความถี่สูงมาก UHF (Ultra High Frequency) ซึ่งเป็นย่านความถี่ที่ใช้สำหรับกิจการทางโทรทัศน์ที่สามารถแพร่สัญญาณภาพไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ปัจจุบันการส่งสัญญาณโทรทัศน์ในประเทศไทยมีอยุ่ 2 ระบบด้วยกัน คือ ระบบออกอากาศทั่วไป และระบบเคเบิลทีวี ซึ่งระบบเคเบิลทีวีจำเป็นต้องสมัครสมาชิกและต้องเสียค่าบริการรายเดือน โดยสมาชิกจะได้รับเสารับสัญญาณเฉพาะ เพื่อรับคลื่นและสามารถรับชมได้ วิทยุกระจายเสียง เป็นการสื่อสารที่ใช้คลื่นวิทยุส่งคลื่นไปยังอากาศเพื่อเข้าไปยังเครื่องรับวิทยุ โดยใช้เทคนิคการกล้ำสัญญาณ ด้วยการรวมกับคลื่นเสียงที่เป็นคลื่นไฟฟ้าความถี่เสียงรวมกัน ทำให้การสื่อสารด้วยวิทยุกระจายเสียงไม่จำเป็นต้องใช้สาย อีกทั้งยังสามารถส่งคลื่นได้ในระยะทางที่ไกลออกไปได้ตามประเภทของคลื่นนั้น ๆ เช่น คลื่น FM ที่สามารถส่งสัญญาณครอบคลุมพื้นที่ที่จำกัด ในขณะที่คลื่น AM สามารถส่งครอบคลุมพื้นที่ที่กว้างกว่า เป็นต้น ไมโครเวฟ ไมโครเวฟจัดเป็นคลื่นวิทยุชนิดหนึ่งที่มีความถี่สูงระดับกิกะเฮิรตซ์ (GHz) คลื่นไมโครเวฟเป็นคลื่นเส้นตรงในระดับสายตา ดันนั้นหากลักษณะภูมิประเทศมีภูเขาหรือมีตึกสูงบดบังคลื่น ก็จะทำให้ไม่สามารถส่งสัญญาณไปยังที่หมายได้ แต่ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยการติดตั้งจานรับส่งบนยอดตึกหรือยอดเขาเพื่อให้สัญญาณสามารถส่งทอดต่อไปได้อีก ดาวเทียม (Satellite) ดาวเทียมก็คือ สถานีไมโครเวฟนั่นเอง แต่เป็นสถานีไมโครเวฟที่ลอยอยุ่บนเหนือพื้นผิวโลกมีลักษณะเป็นจานขนาดใหญ่โคจรห่างจากพื้นโลกประมาณ 22,300 ไมล์ ทำให้สามารถติดต่อสถานีภาคพื้นดินที่อยู่บนพื้นโลกได้

บทที่1 เรื่องที่4 ทิศทางการส่งข้อมูล

เรื่อง ทิศทางการส่งข้อมูล

         ในระบบการสื่อสาร สามารถส่งข้อมูลในทิศทางต่างๆ ได้หลายรูปแบบ ซึ่งขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่รับส่งข้อมูลนั้นได้รับการออกแบบเพื่อการส่งข้อมูลในรูปแบบใด สำหรับทิศทางการส่งข้อมูลนี้สามารถมีอยู่ 3 รูปแบบด้วยกันคือ
1. การสื่อสารแบบซิมเพล็กซ์ (Simplex)
    เป็นการสื่อสารแบบทิศทางเดียว โดยมีแต่ละฝ่ายทำหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งเท่านั้น เช่น ฝ่ายหนึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ส่ง ดังนั้นอีกฝ่ายหนึ่งก็จะทำหน้าที่เป็นผู้รับเท่านั้น ตัวอย่างของการสื่อสารแบบซิมเพล็กซ์ เช่น การกระจายเสียงของสถานีวิทยุ การแพร่ภาพทางโทรทัศน์ และการส่งข้อความผ่านทางเพจเจอร์ เป็นต้น
 2. การส่งข้อมูลแบบสองทิศทางสลับกัน ( half-duplex )
        เป็นการสื่อสารข้อมูลที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้รับและผู้ส่ง โดยแต่ละฝ่ายสามารถเป็นทั้งผู้ส่งและผู้รับข้อมูล จะเป็นผู้ส่งข้อมูลพร้อมกัน ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ ลักษณะการส่งข้อมูลแบบนี้ เช่น การสื่อสารแบบวิทยุสื่อสาร ซึ่งผู้ที่จะส่งข้อมูลที่จะส่งข้อมูลต้องกดปุ่มเพื่อส่งข้อมูล ในขณะนั้นผู้อื่นจะเป็นผู้รับข้อมูล

 3. การส่งข้อมูลแบบสองทิศทางพร้อมกัน( full- duplex)
        เป็นการสื่อสารข้อมูลทีมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลของผูส่งและผู้รับข้อมูล โดยทั้งสองฝ่ายสามารถเป็นผู้ส่งและผู้รับได้ในเวลาเดียวกัน และสามารถ ส่งข้อมูลได้พร้อมกัน ลักษณะการส่งข้อมูลแบบสองทิศทางพร้อมกัน เช่น การสื่อสารโดยใช้โทรศัพท์ ซึ่งทั้งสอองฝ่ายสามารถพูดพร้อมกันได้ ในเวลาเดียวกัน

        โดยปกติการสื่อสาารข้อมุลส่วนใหญ่จะไม่ใช้การส่งข้อมุลแบบสองทิศทางพร้อมกันตัวอย่าง เช่น การใช้โทรศัพท์ ถึงแม้ว่าจะสามารถส่งข้อมูล ได้สองทิศทางพร้อมกัน แต่เวลาพูดยังคงต้องสลับกันพูด อีกตัวอย่างหนึ่งคือ การสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ซึ่งบางครังดูเหมือนว่าเป็นแบบสองทิศทาง พร้อมกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นการส่งข้อมูลแบบสองทิศทางสลับกัน ซึ่งช่วงเวลาที่สลับกันนี้เป็นช่วงเวลาที่เร็วมาก จึงดูเหมือนว่า เป็นการส่งข้อมูลสองทิศทางพร้อมกัน

บทที่1 เรื่องที่3 คุณสมบัติพื้นฐานของการสื่อสารข้อมูล

เรื่อง คุณสมบัติพื้นฐานของการสื่อสารข้อมูล
         การสื่อสารข้อมูลจะมีคุณสมบัติพื้นฐาน 3 ประการ ซึ่งประกอบด้วย

1. การส่งมอบข้อมูล
    คือระบบจะต้องสามารถส่งข้อมูลไปยังผู้รับปลายทางได้อย่างถูกต้อง
2. ความถูกต้องและแน่นอน
    คือระบบจะต้องที่ข้อมูลได้อย่างถูกต้องและแน่นอน หากข้อมูลที่ส่งเกิดเสียหาย จะต้องมรระบบส่งข้อความเตือน รวมถึงการกู้ข้อมูลด้วยการส่งข้อมูลรอบใหม่ เป็นต้น
3. ระยะเวลา
    คือระบบจะต้องส่งข้อมูลไปยังปลายทางในช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการนำไปใช้ประโยชน์ตัวอย่างเช่น ระบบ Real Time ที่จะต้องตอบสนองเวลาจริงแบบทันทีทันใด ดังนั้นข้อมูลที่ส่งไปจะต้องส่งบนสายสื่อสารที่มีความเร็วสูง และต้องมีค่าหน่วงเวลาน้อยที่สุดที่ระบบนั้นๆสามารถยอมรับได้

บทที่1 ตอนที่2 องค์ประกอบของระบบสื่อสาร

องค์ประกอบของระบบสื่อสาร

    การส่งข่าวจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง จำเป็นต้องพึ่งพาส่วนประกอบหลายส่วนด้วยกันจึงทำให้การสื่อสารนั้นเสร็จสมบูรณ์ลงได้ จำเป็นต้องมีองค์ประกอบ 5 ประการดังนี้
1. ข้อมูล
    ข้อมูลในที่นี้ก็คือ ข่าวสารที่ต้องการส่งไปยังปลายทาง ข่าวสารเหล่านี้อาจเป็นข้อความ ภาพ วิดีโอ หรือสื่อประสม(Multtimedia) ทั้งนี้ข้อมูลที่จะส่งไปจะได้รับการเข้ารห้ส และส่งผ่านสายส่งข้อมูลไปยังปลายทาง ครั้นเมื่อปลายทางได้รับข้อมูลแล้ว ก็ดำเนินการถิดรหัสข้อมูลข่าวสารนี้ ให้กลับมาอยู่ในรูปแบบเดิมเหมือนกับต้นฉบับที่ส่งมา
2. ผู้ส่ง
    ผู้ส่งคือ อุปกรณ์ที่นำมาใช้สำหรับการส่งข่าวสาร ตัวอย่างอุปกรณ์ส่งข้อมูล เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ เป็นต้น
3. ผู้รับ
    ผู้รับคือ อุปกรณ์ที่นำมาใช้สำหรับรับข่าวสารที่ส่งมาจากฝ่ายส่งข้อมูง ตัวอย่างอุปกรณ์รับข้อมูล เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ วิทยุ โทรทัศน์ เป็นต้น
4. สื่อกลางส่งข้อมูล
    การรับส่งข้อมูลจำเป็นต้องใช้สื่อกลางสำหรับการสื่อสาร ซึ่งเปรียบเสมือนกับถนนที่ใช้เลียงข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทางนั่นเอง ทั้งนี้สื่อกลางส่งข้อมูลยังสามารถเป็นแบบมีสายหรือไร้สายก็ได้ ตัวอย่างสื่อกลางส่งข้อมูลแบบมีสาย เช่น สายสัญญาณต่างๆ ส่วนตัวอย่างสื่อกลางส่งข้อมูลแบบไร้สาย เช่น คลื่นวิทยุ คลื่นอินฟราเรค เป็นต้น
5. โปรโตคอล
    การสื่อสารระหว่างต้นทางไปยังปลายทางจะสมบูรณืต่อเมื่อทั้งผู้ส่งและผู้รับต่างสามารถสื่อสารกันได้อย่างเข้าใจ ดังนั้นโปรโตคอลจึงมีบทบาทหน้าที่สำคัญเพื่อการนี้ โดยโปรโตคอลจะเปรียบเสมือนภาษาหรือข้อกำหนดเพื่อให้ผู้ส่งและผู้รับสามารถสื่อสารกันได้อย่างเข้าใจ เพื่อนำไปสู่การปฎิบัตืตามกติกาและข้อตกลง และส่งผลให้การสื่อสารทั้งสองฝ่ายเกิดผลสัมฤทธิ์ในที่สุด

บทที่ 1 ตอนที่1 พื้นฐานการสื่อสารข้อมูล

เรื่อง พื้นฐานการสื่อสารข้อมูล
     การสื่อสารข้อมูลเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสองอุปกรณื โดยจุดประสงค์หลักของการสื่อสารโดยทั่วไปแล้วจะเหมือนกันก็คือ การส่งข่าวสารที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ทั้งนี้ข่าวสารอาจเป็นเสียงสนทนาที่พูดคุยกัน จดหมาย หรือเสียงดนตรี แต่สำหรับในรายละเอียดแล้ว เทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลจเป็นการส่งข้อมูลที่อาจเป็นข้อมูลตัวอักษร เสียง และรูปภาพ ที่จัดเก็บในรูปแบบของข้อมูลดิจิตอลนำมาเข้ารหัสให้อยู่ในรูปแบบของสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือคลื่นแสง เพื่อส่งผ่านไปยังสื่อกลางส่งข้อมูลเพื่อไปยังปลายทางที่ต้องการ ครั้นเมื่อปลายทางได้รับข้อมูลแล้วก็จะแปลงคลื่นสัญญาณดังกล่าวให้กลับมาเป็นข้อมูลเหมือนกับต้นทางที่ส่งมา ทั้งนี้สัญญาณที่ส่งผ่านสื่อกลางนั้นยังสามารถเป็นได้ทั้งสัญญาณแอนะล็อก หรือสัญญาณดิจิตอลก็ได้


วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เรื่องที่ 3 Team Viewer คือ

Team Viewer คือ



โปรแกรมประเภท รีโมทระยะไกล เพื่อเชื่อมต่อการทำงานระหว่างเครื่อง PC สองเครื่องที่อยู่ต่างสถานที่กัน จริงๆแล้วมีเยอะมาก แต่ละตัวมีทั้งดีๆ และมั่วๆก็เยอะ แต่ตัวที่นำมาแนะนำกันในวันนี้ ผมลองใช้มานานพอสมควรแล้ว เห็นว่าใช้งานได้ดี และมีประโยชน์มากเลยขอนำมาบอกเล่าสู่กันฟัง
โปรแกรม ประเภทนี้ มันช่วยให้เราทำงานสะดวกมากขึ้น เช่นกรณีอยู่นอกบ้าน หรือนอก office แล้วต้องการไฟล์ในเครื่องที่อยู่ที่บ้าน หรือเครื่องที่อยู่ต่างสถานที่กัน เราสามารถใช้ Internet เชื่อมต่อไปยังอีกเครื่องได้แบบสะดวกมากขึ้น โดยไม่ต้องเดินทางไปเอาไฟล์ที่เครื่องนั้นๆ หรือหากกรณี ใช้ในแง่ของฝ่าย Support ให้กับลูกค้า เราก็สามารถเข้าไปยังเครื่องของลูกค้าที่อยู่ต่างสถานที่เพื่อจัดการ เครื่องคอมพิวเตอร์ของเค้าให้ได้แบบง่ายๆ อย่างกรณีผมเอง ในบางครั้งจำเป็นต้องเข้าไปแก้ระบบเครื่อง คอมพิวเตอร์ที่มีปัญหาซึ่งอยู่ต่างสถานที่ บางทีใช้การโทรศัพท์บอกอีกฝ่ายก็ลำบาก หากอีกฝ่ายไม่ค่อยมีความชำนาญเรื่องคอมพิวเตอร์
เคยมีเคสตลกๆ เจอมาเยอะครับ เช่นกรณี Windows มีปัญหา แล้วต้องคุยผ่านทางโทรศัพท์บอกให้อีกฝ่ายเปิดหน้าต่างโปรแกรมต่างๆ ขึ้นมา พอทำเสร็จบอกทางโทรศัพท์ว่า ให้ปิดหน้าจอนั้นลงไปก่อน พี่แกเล่นกดปุ่ม สวิทย์หน้าจอ Monitor ไปเลย  งง เลยทีนี้!

โปรแกรม Teamviewer ที่นำมาแนะนำกันในวันนี้ มันใช้งานได้ง่ายมากครับ แทบไม่ต้องมีความรู้อะไรมาเกเลย หลักการง่ายๆก็คือ ให้ไป Download โปรแกรม Teamviewer http://www.teamviewer.com/index.aspx

ซึ่ง เป็นโปรแกรมแบบฟรีแวร์ นำมาติดตั้งลงในเครื่อง PC ทุกเครื่องที่ต้องการเชื่อมหากัน หลังจากนั้นก็โทรไปถาม user name กับ password อีกฝ่ายที่เราจะ รีโมทเข้าไปเครื่องเค้า แค่นี้หละครับ ! หลังจากนั้น เราก็เปิดโปรแกรมบนเครื่องเราขึ้นมา ใส่ user name+ password อีกฝ่าย แค่นนี้ก็สามารถเชื่อม เพื่อดึงหน้าจอ เครื่องอีกฝ่ายมาโชว์บนเครื่องเราได้แล้ว
เหมือนกับว่าเราไปนั่งอยู่ที่หน้าจอเครื่องนั้นจริงๆเลย เราลองมาดูโปรแกรมการทำงานเสียหน่อยดีกว่า


 ใน ภาพบนเป็นโปรแกรม Teamviewer หลังจากติดตั้งเสร็จแล้วเรียกโปรแกรมขึ้นมาก็จะมีหน้าจอแบบภาพด้านบน ในวงกลมหมายเลข 1 คือ ID + Password ของเครื่องฝั่งเรา หากต้องการให้อีกฝั่งเชื่อมเข้ามาก็ โทรไปบอกเลข ID+ Password ให้อีกฝ่าย

หมาย เลข 2 คือ ช่องกรอกตัวเลข ID ของเครื่องที่เราต้องการเชื่อมไป และสามารถเลือกรูปแบบได้ว่าจะเข้าไปแบบไหน หากต้องการเข้าไปแบบเต็มๆ เหมือนนั่งหน้าจอเครื่องเค้าเลยก็ให้เลือกที่ Remote support หลังจากนั้นกดที่ปุ่ม Connect to partner แล้วจะมีหน้าต่างให้กรอก Password โชว์ขึ้นมา ก็ให้กรอกไปแล้วก็สามารถใช้งานได้ทันที
    โปรแกรม นี้มีความปลอดภัยในระดับที่ดีมาก แต่ก็ไม่ถึงกับ 100% แต่สามารถฝ่า Firewall ได้แบบง่ายๆ ไม่ต้องตั้งค่าอะไรเลย ผมลองใช้แล้วชอบมากครับ เป็นโปรแกรมที่ฟรีและดีมากจริงๆ ช่วยให้การทำงานผมสะดวกขึ้นมาก ลองใช้ดูครับ ผมว่าหลายๆคนน่าจะชอบโปรแกรมตัวนี้

วิธีการใช้งาน Team Viewer


คอมพิวเตอร์ทั้งสองฝั่งต้องติดตั้งโปรแกรม TeamViewer เหมือน ๆ กัน 

1. สำหรับเครื่องไหนที่เป็นเครื่องที่เราจะไปตีท้ายครัว
ก่อนอื่นก็เรียกโปรแกรมขึ้นมาก่อน แล้วทำการจดหมายเลขของเครื่องเขาไว้ 

(ให้ เรียกโปรแกรม TeamView ขึ้นมาโดยไปคลิกที่ไอคอน TeamViewer 3 ที่ Desktop ของ Windows ถ้าหาไม่เจอก็ลองไปหาใน Start Menu ของ windows เอาเองก็แล้วกัน)


ให้คุณจดหมายเลข ID ของเครื่องที่เราจะเข้าไปตีท้ายครัว (กรอบสีฟ้าตามลูกศรชี้)

2. เปิดโปรแกรม TeamViewer ที่อยู่ในเครื่องของเรา (วิธีเปิดเหมือนข้อ 1) จะปรากฎหน้าตาดังภาพ


ที่ช่อง ID สีขาวตามลูกศรชี้ ให้นำหมายเลขที่จดไว้จากเครื่องที่เราจะเข้าไปตีท้าย com มากรอก เว้นวรรคให้ถูกด้วย เช่น 11 111 111 
จากนั้นคลิกที่ Remote Support 
แล้วคลิกปุ่ม Connect to Partnerถ้าหากเห็นหน้าจอดังภาพ


ให้คลิกปุ่ม OK ผ่านไปได้เลย
หลังจากนั้นถ้ามิได้มีเหตุผิดปรกติอันใดเกิดขึ้น เราจะได้เห็นหน้าจอให้กำหนดรหัสผ่าน ดังภาพ


ก็ทำการป้อนรหัสผ่านของเครื่องที่เราจะไปตีท้ายครัว (รหัสผ่านที่เรากำหนดตอนติดตั้งโปรแกรม)
แล้วคลิกปุ่ม Log On
แอ่นแอนแอ๊นนนนนนน ท่านก็จะได้เห็นภาพของเครื่องที่ท่านเข้าไปตีท้ายครัวมาปรากฎอยู่ตรงหน้า
ที่เหลือมั่วต่อเอง